ปลาหมึก
วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
ผี
ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์
หลีกเลี่ยงที่จะใกล้ชิดกับหญิงตั้งครรภ์ในสภาพที่คุณอ่อนแอไม่ทางกายก็ทางใจเพราะ
บางสิ่งที่กำลังจะเกิดกับหญิงตั้งครรภ์อาจทำให้คุณเห็นบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้
ผู้ที่เกิดวันจันทร์
ผู้ที่เกิดวันนี้ควรหลีกเลี่ยงหรือห่างไกลการมองสะท้อนของกระจกโดยเฉพาะกระจกร้าว ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนเป็นต้นไปและอย่าทักเสียงแปลกที่เหมือนเสียงเรียกร้องเพราะนั่นอาจ
จะเป็นเสียงทวงถามวิญญาณของคุณ
ผู้ที่เกิดวันอังคาร
ห้องน้ำเป็นสถานที่ที่ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะก้าวเท้าผ่านถ้าไม่จำเป็นเพราะอาจมีบางสิ่งแฝง
กายและติดตามตัวคุณมิฉะนั้นคุณอาจเห็นบางอย่างที่ไม่ควรเห็น หรือคุณอยากลองดีก็เชิญ!!!
ผู้ที่เกิดวันพุธ
ห้ามเด็ดขาดกับการไปงานศพ เพราะว่าจะมีภูตผีตายโหงสิงสถิตติดตามตัวแต่ถ้าหลีกเลี่ยง
ไม่ได้หลังกลับจากพิธีให้รีบอาบน้ำ(โดยเฉพาะน้ำว่าน)ก่อนเที่ยงคืน
ผู้ที่เกิดวันพฤหัส
อย่ามองหัวบันไดในที่มืด อย่าทักเสียงแปลกที่เหมือนเรียกชื่อคุณคุณไม่ได้หูแว่วหรอก
เพียงแต่มีบางสิ่งต้องการที่จะสื่อบางอย่างกับคุณให้คุณหลับตาแล้วถอยหลัง 1 ก้าวแล้ว
เสียงจะหายไป
ผู้ที่เกิดวันศุกร์
กรรมอดีตจากชาติภพที่แล้วกำลังติดตามเป็นเงาควรหลีกเลี่ยงการเดินทางโดยทางน้ำเพราะ
ว่าธาตุน้ำอาจเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างโลกวิญญาณกับโลกมนุษย์
ผู้ที่เกิดวันเสาร์
อย่าแปลกใจที่คุณจะได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอนอย่างโหยหวนเพราะว่าดวงวิญญาณกำลังราย
ล้อมรอบตัวคุณสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนเกิดวันนี้ก็คือ อย่าจ้องมองศาลพระภูมิ
เรท่องฆ่าตกรรม
เรื่องที่ 1 วันที่ 25 ธันวาคม ปี 1996 วันคริสต์มาสสำหรับหลายๆ คน แต่มันคือวันสุดท้ายในชีวิตของเด็กน้อยอายุไม่ถึง 8 ขวบ นาม Jonbenet Ramsey เช้าวันนั้นแม่ของเธอแจ้งความว่าเธอได้รับโน้ต เนื้อความคือ Jonbenet ลูกสาวของเธอถูกลักพาตัวไป ... การดำเนินหาตัวเธอก็เริ่มขึ้น แต่ก็ไม่มีใครพบ จนตำรวจลองให้พ่อแม่ของเธอค้นในบ้านอีกครั้ง ... อันนำมาสู่ปริศนาอันน่าสะพรึง Jonbenet ถูกพบเป็นศพที่ใต้ถุนบ้านของเธอเอง!
เธอถูกรัดคอและทุบกระโหลก เธอเสียชีวิต ... แต่มันอะไรกัน เธอโดนลักพาตัว หายไปจากบ้าน มีการค้นแล้วนี่หน่า ... แต่หลักฐานต่อมาน่าฉงนยิ่งกว่า นั่นก็คือ โน้ตหรือจดหมายลักพาตัวนั้น ถูกเขียนโดยปากกาในบ้านนั้นเอง ... แต่ลายมือไม่ใช่ของคนในบ้าน จากการสืบสวน ไม่มีหลักฐานว่าคนในบ้านเกี่ยวข้องกับการตายของเธอเลย ซึ่งนั่นก็ปี 1996 ซึ่งวิทยาการไม่ได้อ่อนด้อย การสืบสวนก็ทันสมัยแล้วแต่กลับไม่มีอะไรอธิบายเรื่องนี้ได้เลย
ถึงแม้จะมีการจับนายมาร์คา และเขาจะสารภาพแล้วก็ตาม แต่เหมือนชะตาเล่นตลก เพราะผลพิสูจน์ ดีเอ็นเอจากศพ ผลปรากฏว่า มันไม่ใช้ของเขา ศาลจึงไม่สั่งฟ้อง
สุนัขที่แพงที่สุดในดลก ทเบตตัน
เป็นสุนัขที่มีโครงสร้างใหญ่ ขนาดโดยทั่วไปจะใกล้เคียงกับร็อตไวเลอร์หรือใหญ่เท่าเซนต์เบอร์นาร์ด ทิเบตัน มาสทิฟฟ์ เป็นสุนัขที่มีความแข็งแรงมาก กะโหลกใญ่ กล้ามเนื้อหนาแน่น และขาหน้าใหญ่ รวมไปถึงจุดสีแทนเหนือตาทั้งสองข้างที่ชาวทิเบตมองว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี เนื่องจากเปรียบเสมือนตาวิเศษ เวลายืนหางจะต้องม้วนตลบขึ้นอยู่บนหลัง มีขนหนา ทนกับสภาพอากาศหนาวได้เป็นอย่างดี มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 สี แบล๊ค แทน แดง ส่วนสีที่ราคาแพงที่สุด คือสีขาวหิมะ พันธุ์แท้ราคาอาจสูงถึง 20 ล้านบาท ซึ่งเธอเคยพบในเมืองจีน มีหลายคนเสนอราคาขอซื้อแต่เจ้าของเดิมก็ไม่ขาย
น้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 60-70 กก.
ส่วนสูงเฉลี่ย 61 - 72 เซนติเมตร
มีอายุได้ถึง 18 ปี
เพื่อนๆ คะ ถ้ามีคนมาบอกเพื่อนๆ ว่า สุนัขสามารถสู้กับสิงโตได้ เพื่อนๆ จะเชื่อไหมคะ? แล้วถ้ามีคนมาบอกว่ามีสุนัขที่สามารถกัดสิงโตจนตายได้ เพื่อนๆ จะเชื่อหรือเปล่า? ... หนูนาแอบเห็นหลายคนส่ายหน้า แล้วบอกว่าจะเป็นไปได้ยังไง สุนัขที่ไหนจะไปสู้กับสิงโตได้ -*-
แต่หนูนาขอบอกเลยนะคะว่า ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ เพราะวันนี้หนูนามีเรื่องราวของสุนัขที่ "ดุที่สุดในโลก" มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ ความดุโหดของเจ้าสุนัขพันธุ์นี้นั้น สามารถล้มสิงโตตัวใหญ่ๆ ได้เลยทีเดียว!!! ... ดุ โหด ขนาดนี้ ถ้าเพื่อนๆ อยากรู้ว่าหน้าตาจะเป็นยังไงต้องตามไปดูค่ะ
สุนัขพันธุ์ ทิเบตัน มาสทิฟฟ์ (Tibetan mastiffs) เป็นสุนัขที่มีความเก่าแก่มาก มีต้นกำเนิดในทิเบต ประเทศจีน เรียกว่า จ้างอ้าว และยังมีความเชื่อด้วยว่า เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านเอาไว้ใช้เฝ้าฝูงแกะ ฝูงจามรีบนภูเขา เป็นสุนัขพันธุ์ใหญ่ที่สุด ดุ และแข็งแกร่งที่สุดในโลก
แต่ปัจจุบันนี้ทิเบตัน มาสทิฟฟ์ มีขนาดที่เล็กลงเพราะสายเลือดบรรพบุรุษของทิเบตัน มาสทิฟฟ์ จืดจางลงทุกที และในบางครั้งมีการผสมข้ามสายพันธุ์กัน ทำให้สุนัขมีลักษณะเปลี่ยนไป จนทุกวันนี้ ทิเบตัน มาสทิฟฟ์ ลดน้อยลงเป็นอย่างมาก ในไทยมีไม่เกิน 10 ตัว ส่วนที่ประเทศจีน ได้มีกลุ่มอนุรักษ์ทิเบตัน มาสทิฟฟ์ ให้ยังคงอยู่ต่อไป
สาเหตุที่ทำไมสุนัขพันธุ์นี้มีราคาสูง ก็เพราะเป็นสุนัขหายาก ทางประเทศจีนได้อนุรักษ์ไว้ และห้ามส่งออกอีกด้วย เหมาะสำหรับคนรวย ที่สามารถมีเงินทุ่มจ่ายซื้อได้ในราคาเป็นแสนเป็นล้าน เป็นสุนัขที่สามารถบ่งบอกฐานะของผู้เลี้ยงได้เป็นอย่างดี เวลาไปไหน หากจูงทิเบตัน มาสทิฟฟ์ คำนึงไว้เลยว่าเค้าไฮโซ... ดาราบางคนก็เลี้ยงเหมือนกัน
อย่างข่าวล่าสุด สุนัขทิเบตัน มาสทิฟฟ์ ของดาราใหญ่ไปขย้ำกัดหน้าดาราตัวประกอบขั้นเสียโฉม เย็บกว่า 31 เข็ม มีบาดแผลถูกกัดถึง 11 แผล แต่ทางดาราใหญ่ก็ยอมรับความรับผิดชอบนั้น และยินดีหากต้องการรับเข้าศัลยกรรมก็จะยอมจ่ายให้ไม่อั้นค่ะสามารถผสมพันธุ์ได้ปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น คือช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน ก่อนหน้าช่วงฤดูผสมพันธุ์เขาจะผลัดขนเพื่อเตรียมพร้อมปีละครั้ง หน้าตาก็จะคล้ายๆ ร็อตไวเลอร์ขนยาวเลยค่ะเป็นสุนัขที่รักเจ้าของ มีความจงรักภักดี และจะดุร้ายเมื่อเจอคนแปลกหน้า หรือใครก็ตามที่เข้ามาในอาณาบริเวณของมัน ยกเว้นเจ้าของและครอบครัว ด้วยสัญชาตญาณหวงถิ่น
คือ น้ำลายไม่ไหลเยิ้มย้อยเหมือนเซนต์เบอร์นาร์ด หรือเกรดเดน นอกจากจะเห่าเมื่อเจอคนแปลกหน้าแบบไม่หยุดแล้ว น้ำลายจะเหนียวบ้างเหมือนคนพูดมากนั่นเอง
แวมไพร์
เรื่องราวของแวมไพร์ หรือผีดูดเลือด เป็นเรื่องราวที่มีการบอกเล่าต่อกันมานานหลายร้อยปี และปรากฏอยู่ในตำนานของหลายประเทศทั่วโลก มีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เช่น แวมไพร์ตามตำนานเม็กซิโกจะมีกระโหลกมนุษย์วางอยู่บนศีรษะ แวมไพร์แถบเทือกเขาร็อกกี้จะดูดเลือดทางจมูก แวมไพร์ตามตำนานโรมาเนียจะมีร่างกายผอมซีดและไว้เล็บยาว เป็นต้น แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น แวมไพร์ทั่วโลกก็มีวิถีชีวิต รูปแบบการดูดเลือด และการสืบทายาทแวมไพร์ที่ไม่ต่างอะไรกันเลย ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้
1. แวมไพร์เป็นผีดิบในร่างของมนุษย์ มีฟันแหลมคม ดื่มเลือดมนุษย์เป็นอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงให้มีชีวิตเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย
2. แวมไพร์ถูกนำมาเปรียบเทียบเป็นมนุษย์ค้างคาวผีดิบ เนื่องจากแวมไพร์หากินกลางคืนต่างจากสัตว์ชนิดอื่น ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงแวมไพร์ ก็มักจะนึกถึงผีดิบผิวซีดในชุดสีดำคล้ายค้างคาว
3. ในตอนกลางวันแวมไพร์จะนอนนิ่งอยู่ในโลงศพ ในสภาพที่ตาข้างหนึ่งเปิดอยู่ มีเลือดติดอยู่ตามปากหรือจมูก
4. ในตอนกลางคืนแวมไพร์จะออกหาเหยื่อ เพื่อดูดเลือดบริเวณคอของเหยื่อ โดยเหยื่อมักจะเป็นเพศตรงข้ามเสมอ
5. แวมไพร์ ถ่ายทอดเชื้อสายด้วยการกัด แต่ผู้ที่ถูกกัดทุกคนอาจเสียชีวิตและไม่ได้ถูกปลุกขึ้นมาเป็นแวมไพร์ตัวใหม่ก็ได้
6. ศพของแวมไพร์จะไม่เน่าเปื่อย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ใบหน้าจะยังดูมีเลือดไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา เพราะได้เลือดของเหยื่อหล่อเลี้ยงไว้
7. แวมไพร์ สามารถสยบได้ด้วยกระเทียม ซึ่งเป็นพืชที่มีกลิ่นฉุนมาก หรือไม้กางเขน และน้ำมนต์
ในแถบประเทศตะวันตก แวมไพร์ เริ่มเป็นที่รู้จักครั้งแรกในประเทศอังกฤษ หลังจากมีการบันทึกในประวัติศาสตร์ว่า อาร์โนลด์ เปาเล ชาวเซอร์เบีย เป็นผู้ที่ได้รับการสืบเชื้อสายจากแวมไพร์ หลังจากที่เขากลับมาจากการปฏิบัติหน้าที่ทางการทหารในกรีซ และเขาก็ได้สารภาพกับภรรยาว่าถูกแวมไพร์ดูดเลือดและได้รับการถ่ายทอดเป็นแวมไพร์ ต่อมาไม่นานเขาได้เสียชีวิตลง แต่คนในหมู่บ้านยังเห็นเขาวนเวียนอยู่ในหมู่บ้านในยามค่ำคืน จึงมีการขุดเอาศพเขาขึ้นมาดูอีกครั้ง และพบว่า เขานอนนิ่งเป็นศพแต่กลับมีรอยเลือดติดอยู่ที่ปากของเขา ชาวบ้านจึงพิสูจน์ด้วยการตอกหมุดลงไปที่หัวใจ ปรากฎว่ามีเลือดไหลทะลักออกมาตามด้วยเสียงกรีดร้อง จากนั้นศพของเขาก็ถูกนำไปเผาและก็ไม่มีใครพบเขาปรากฎตัวในหมู่บ้านอีกเลยหลังจากนั้น แต่ต่อมาไม่นาน ก็พบแวมไพร์อีกหลายตัวอยู่ในหมู่บ้าน จึงเชื่อว่าแวมไพร์เหล่านั้นเป็นเชื้อสายของเปาเล และพวกเขาก็คงถูกเปาเลกัด ซึ่งพ้องกับสิ่งที่เปาเลได้เคยบอกภรรยาไว้ก่อนตาย
หลังจากนั้นก็มีเรื่องเล่า และตำนานแวมไพร์ถูกเล่าขานกันต่อมาเรื่อย ๆ จนกลายมาเป็นเรื่องราวที่โด่งดังอีกครั้ง เมื่อ บราม สโตกเกอร์ นักเขียนชาวไอริชได้แต่งนิยายเรื่อง แดร็กคิวล่า ขึ้นมา โดยนำข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของเจ้าชายนักรบแห่งวาลาเซีย ประเทศโรมาเนีย นามว่า วล้าด เทเปส หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วล้าด แดร็กคูล ที่แปลว่ามังกรวล้าดสุดผยอง มาเขียนเป็นนิยาย ซึ่งเจ้าชายแห่งวาลาเซียคนนี้ เป็นที่เลื่องลือมากในเรื่องของความเก่งกล้า และเหี้ยมโหดต่อศัตรูผู้รุกรานอย่างมาก เขามักจะสั่งให้ทหารนำศพศัตรูมาเสียบให้เลือดไหลทะลักออกมา ขณะที่เขาก็มีความสุขไปกับการเห็นภาพสุดสยองตรงหน้าแล้วมองดูมันด้วยความสะใจ และมักจะนั่งทานอาหารโดยมีศพนับสิบเสียบเลือดนองอยู่ตรงหน้าเสมอจากความโหดเหี้ยมดังกล่าว บราม สโตกเกอร์ เลยนำเรื่องราวของ วล้าด แดร็กคูล มาเชื่อมโยงกับตำนานแวมไพร์ เนื่องจากเห็นว่า วล้าด แดร็กคูล มีคุณสมบัติและอุปนิสัยหลายอย่างที่พ้องกับแวมไพร์เป็นอย่างมาก จึงเสกสรรปั้นแต่งให้ วล้าด แดร็กคูล หรือที่เรียกในนิยายว่า แดร็กคิวล่า กลายเป็นผีดูดเลือดไป และต่อมาผู้คนก็เข้าใจว่าเรื่องราวที่ บราม สโตกเกอร์ เขียนนั้นอ้างอิงมาจากเรื่องจริงทุกประการ แดร็กคิวล่า จึงได้รับความสนใจและกลายเป็นเรื่องราวของแวมไพร์ที่โด่งดังมากที่สุดมาจนปัจจุบันนี้ และนิยายดังกล่าวก็ส่งผลให้โบสถ์ออร์โธดอกซ์ ที่วล้าด แดร็กคูล เคยสร้างไว้และใช้เป็นที่ฝังศพของตัวเอง กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในโรมาเนีย เพราะผู้คนมักจะเชื่อตามเรื่องราวในนิยายว่า นั่นคือปราสาทที่อยู่ของแดร็กคิวล่า และเป็นสุสานผีดูดเลือดจริง ๆ อีกทั้งเชื่อว่า วล้าด แดร็กคูล เป็นผีดูดเลือดจริง ๆ อีกด้วย
ตํานานแวมไพร์ ผีดิบดูดเลือดที่ฆ่าไม่ตาย เรื่องผีที่ถูกเล่าต่อกันมาเป็นร้อย ๆ ปี
หากจะพูดถึงเรื่องราวของผีที่กำลังเป็นกระแสยอดนิยมในขณะนี้ เห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องราวของ แวมไพร์ ผีดิบดูดเลือดไม่มีวันตาย โดยเรื่องราวของแดร็กคิวล่าถูกเปิดตัวให้เป็นที่รู้จักเมื่อร้อยกว่าปีก่อน และดูเหมือนว่าเรื่องราวของผีดูดเลือดนี้จะเป็นผีที่ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ละคร และนิยายมากที่สุดเลยทีเดียว เช่นในปัจจุบันนี้ ก็มีภาพยนตร์แวมไพร์เรื่อง ทไวไลท์ ออกมาสร้างกระแสแวมไพร์ไปทั่วโลกตั้งแต่ปีก่อน และไม่ทันที่กระแสแห่งแวมไพร์ทไวไลท์จะหายไป เมืองไทยเราก็มีการหยิบยกเรื่องราวของแวมไพร์ขึ้นมาสร้างเป็นละครคือรักไม่มีวันตาย ที่กำลังออนแอร์ทางช่อง 3 ในขณะนี้ จนทำให้กระแสแวมไพร์แบบไทย ๆ ได้รับความสนใจในขณะนี้ วันนี้ เราจึงขอนำเรื่องราวเกี่ยวกับผีดิบอมตะ ตำนานที่ไม่เคยตกยุคมาฝากกันอีกครั้ง
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
T-REX
หากพูดถึงคำว่าไดโนเสาร์แล้ว ภาพที่จะผุดในหัวขึ้นมาก่อนสำหรับคนทั่วโลกคงจะหนีไม่พ้นไดโนเสาร์ที่โด่งดังที่สุดที่ได้ชื่อว่าเป็นราชาของไดโนเสาร์ทั้งมวลอย่าง Tyrannosaurus rex หรือ T-Rex แน่ๆ และสำหรับนักสะสมฟอสซิลเองฟอสซิลที่มาจาก T-Rex ก็มักจะเป็นหนึ่งใน Holy Grail Item หรือจอกศักดิ์สิทธิ์ ที่นักสะสมฟอสซิลเกือบทุกคนมักจะโหยหาอยากมีไว้ในครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นนักสะสมที่จริงจังหรือไม่จริงจังก็ตาม บทความนี้จึงขอมาทำความรู้จักไดโนเสาร์ราชาแห่งนักล่าผู้โด่งดังพันธุ์นี้ ชื่อ ไทรันโนซอรัส เร็กซ์ นั้นมีความหมายในภาษากรีกว่า “กิ้งก่าทรราชย์” มันเป็นไดโนเสาร์นักล่าที่โด่งดังที่สุด ในทวีปอเมริกาเหนือ ในโลกยุคก่อนที่ไดโนเสาร์จะสิ้นสุดลง พวกมันครอบครองส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาเหนือในปลายยุคครีตาเชียส ช่วงประมาณ 72 - 65 ล้านปีที่แล้ว และเป็นไดโนเสาร์พันธุ์ Tyrannosaur ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ก่อนที่จะสูญพันธุ์ไปในช่วงสิ้นสุดของยุคไดโนเสาร์ ที่เกิดจากการที่อุกาบาตยักษ์ได้พุ่งชนโลก และทำลายล้างสิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดบนโลก ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจาก ที-เร็กซ์ แล้ว ยังมีไดโนเสาร์นักล่าขนาดยักษ์ที่อยู่ในกลุ่ม Tyrannosaur ที่เป็นกลุ่มเดียวกับมันอาศัยอยู่ในส่วนอื่นๆ ของโลกด้วย อย่างเช่น แอลเบอตาซอรัส (Albertosaurus) ในแคนาดา และทาโบซอรัส (Tarbosaurus หรือ Tyrannosaurus Bataar) ในมองโกเลีย อย่างไรก็ตาม ไดโนเสาร์นักล่าเหล่านี้ ก็ยังคงมีขนาดเล็กและบอบบางกว่า ที-เร็กซ์
ฟอสซิลของ ที-เร็กซ์ นั้นถูกขุดพบครั้งแรกที่รัฐไวโอมิง สหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1892 โดยนักบรรพชีวินวิทยา Edward Drinker และ Othniel C. Marsh (หนึ่งในนักล่าฟอสซิลไดโนเสาร์ผู้โด่งดังใน Bone Wars) และในปี ค.ส. 1905 มันก็ได้ถูกตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ไทรันโนซอรัส เร็กซ์” โดย Barnum Brown แห่ง American Museum of Natural History
ที-เร็กซ์ เป็นไดโนเสาร์นักล่าที่มีขนาดน้ำหนักราวๆ 6-7 ตัน ความยาวประมาณ 13 เมตร และมีกระโหลกสั้นกว่าไดโนยักษ์นักล่าชนิดอื่น แต่มันมีอาวุธสังหารที่เป็นฟันของมันมีขนาดใหญ่ มีใบเลื่อยที่ใหญ่คม และมีความหนาที่สุดในบรรดาฟันไดโนเสาร์ประเภท Tyrannosaur ฟันอันน่าเกรงขามนี้อยู่คู่กับขากรรไกรที่ทรงพลังเป็นอย่างมาก สามารถใช้ทั้งฉีกเนื้อและบดขยี้กระดูกชิ้นโตๆ ได้อย่างสบาย นักบรรพชีวินวิทยาจึงมองว่ามันสามารฆ่าและกินไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่ได้อย่างสบายฟอสซิล T-Rex ที่โด่งดังที่สุดคือ T-Rex Sue ที่อยู่ที่ Chicago Fields Museum (ซึ่งเป็นกระดูกไดโนเสาร์ที่อยู่ในเรื่อง Night at the Museum) ซึ่ง Sue เป็นไดโนเสาร์ที่ได้ชื่อว่าเป็นฟอสซิลที่มีราคาสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งถูกขายประมูลไปในราคากว่า 8 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี ค.ส. 1997 ให้แก่ Field Museum of Natural History ใน Chicago ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนจากบริษัทใหญ่ๆอย่าง McDonalds และ Walt Disney ซึ่งเหตุการณ์การขาย Sue นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตของตลาดการสะสมโครงกระดูกไดโนเสาร์ ที่กระตุ้นให้เศรษฐีและนักสะสมหันมาสนใจและพยายามทุ่มเงินในการได้มาซึ่งไดโนเสาร์มาประดับบารมีใน Collection ของสะสมแปลกเป็นอย่างมาก ซึ่งผลกระทบทั้งในเชิงบวกและลบที่เกิดกับวงการการค้าขายฟอสซิลที่ยังมีอยู่ในตลาดทุกวันนี้ ตั้งแต่การลักลอบขุดฟอสซิลโดยวงการตลาดมืด รวมไปถึงการที่ทุกวันนี้ฟอสซิลไดโนเสาร์สำคัญๆที่สมบูรณ์นั้นมักตกไปอยู่ใน Private Collection ของเศรษฐีมากกว่าที่จะตกเป็นสมบัติของประชาชนใน Public Museum เนื่องจาก Museum และภาครัฐนั้นไม่มีทุนที่จะสามารถแข่งขันในการประมูลสู้กับนักสะสมได้ ประเด็นเหตุการณ์เหล่านี้มักถูกมองว่ามีต้นเหตุมาจากการขายครั้งประวัติศาสตร์ในครั้งนั้นของ Sue ที่ทำให้คนหลายคนตระหนักได้ว่า ฟอสซิลไดโนเสาร์นั้นคือแหล่งเงินชั้นเยี่ยมดีๆอย่างนึงนี่เองฟอสซิล T-Rex ที่โด่งดังที่สุดคือ T-Rex Sue ที่อยู่ที่ Chicago Fields Museum (ซึ่งเป็นกระดูกไดโนเสาร์ที่อยู่ในเรื่อง Night at the Museum) ซึ่ง Sue เป็นไดโนเสาร์ที่ได้ชื่อว่าเป็นฟอสซิลที่มีราคาสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งถูกขายประมูลไปในราคากว่า 8 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี ค.ส. 1997 ให้แก่ Field Museum of Natural History ใน Chicago ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนจากบริษัทใหญ่ๆอย่าง McDonalds และ Walt Disney ซึ่งเหตุการณ์การขาย Sue นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตของตลาดการสะสมโครงกระดูกไดโนเสาร์ ที่กระตุ้นให้เศรษฐีและนักสะสมหันมาสนใจและพยายามทุ่มเงินในการได้มาซึ่งไดโนเสาร์มาประดับบารมีใน Collection ของสะสมแปลกเป็นอย่างมาก ซึ่งผลกระทบทั้งในเชิงบวกและลบที่เกิดกับวงการการค้าขายฟอสซิลที่ยังมีอยู่ในตลาดทุกวันนี้ ตั้งแต่การลักลอบขุดฟอสซิลโดยวงการตลาดมืด รวมไปถึงการที่ทุกวันนี้ฟอสซิลไดโนเสาร์สำคัญๆที่สมบูรณ์นั้นมักตกไปอยู่ใน Private Collection ของเศรษฐีมากกว่าที่จะตกเป็นสมบัติของประชาชนใน Public Museum เนื่องจาก Museum และภาครัฐนั้นไม่มีทุนที่จะสามารถแข่งขันในการประมูลสู้กับนักสะสมได้ ประเด็นเหตุการณ์เหล่านี้มักถูกมองว่ามีต้นเหตุมาจากการขายครั้งประวัติศาสตร์ในครั้งนั้นของ Sue ที่ทำให้คนหลายคนตระหนักได้ว่า ฟอสซิลไดโนเสาร์นั้นคือแหล่งเงินชั้นเยี่ยมดีๆอย่างนึงนี่เองหรือไม่ว่า T-Rex ที่เราเห็นเป็นภาพจำจากในหนังเรื่อง Jurassic Park นั้นมีลักษณะและรายละเอียดที่แตกต่างจากความเป็นจริงที่นักบรรพชีวินวิทยาค้นพบโดยสิ้นเชิง ใครที่อยากรู้ลองอ่านได้จากบทความ 6 สิ่ง ที่หนังเรื่อง Jurassic Park มั่วนิ่ม
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)